ใครยังคงจำความปรารถนาในวัยเยาว์ได้บ้าง
เราหลงลืมมันไว้ตรงไหน หรือทำหล่นหายระหว่างการเดินทาง
หลบเร้นอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ หรือฝากไว้ที่ปลายดาว .. ไกลจนเกินเอื้อมคว้า
หรือเราเบี่ยงเบนปรารถนาของเราไปหาเป้าหมายใหม่
ทิ้งซากที่ปรักหักพังในนอนตาย ..
เรื่องเล็กน้อยหรือใหญ่ยิ่ง ที่ไม่มีวันเป็นจริง ตราบเท่าที่เรายังไม่ลงมือทำ
ผมหลงไหลกลิ่นไอของดิน ปรารถนาที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ชิดใกล้
หลับตาฝันถึงการได้นวด ปั้น สัมผัส รู้สึกถึงดินเหลวที่ไหลผ่านร่องนิ้ว
จัดแต่งจนออกมาเป็นวัตถุสักชิ้น วัตถุที่มีเรื่องราว มีความรู้สึก
แล้วใช้ไฟเผาผลาญดินให้แกร่ง เปลี่ยนสีน้ำตาลของดินให้กลายเป็นสีหม้อใหม่
อยากใช้ชีวิตอยู่ในบ้านดินสักหลังที่ปลูกสร้างขึ้นมาด้วยมือผมเอง
ผมยังจำอิฐดินได้ดี จำเม็ดเหงื่อที่ไหลลงไปผสมผสานกับเนื้อดินในเวลาที่เราเหยียบย่ำ
กลิ่นฟางและแกลบซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญ จำดินที่เราใช้ฉาบฝาบ้าน
สัมผัสสากระคายยังติดอยู่ที่สองมือนี่
และผมไม่เคยลืมต้นข้าวอ่อน ที่โผล่งอกออกมาทักทายที่ฝาบ้าน
กลิ่นของความปรารถนาที่อบอวลอยู่ในใจผม ยังคงติดค้าง ..
ดูเป็นชีวิตที่เรียบง่าย และไม่ยากเย็นเกินไปที่จะทำ แต่ด้วยยังมีเรื่องราวมากมาย
ชีวิตที่ยังมีรายละเอียด ความปรารถนาจึงยังคงตกค้าง รอวันที่จะถูกหยิบจับ
เมื่อนั้นปรารถนาจะเป็นจริง ..
ผ่านมาเกือบปีแล้วนับตั้งแต่วันที่ผมมีโอกาสได้ไปเรียนรู้วิธีสร้างบ้านจากดิน
แคมป์เล็กๆที่มี 5 ชีวิตจากที่ต่างๆมารวมตัวกัน ผู้คนที่ไม่รู้จัก คนแปลกหน้ามาใช้ชีวิตร่วมกันเพื่อสร้างบ้านหนึ่งหลัง
ผมไม่เคยรู้เลยว่าการขุดดินมันจะเหนื่อยยากแสนสาหัสปานนั้น ปวดเมื่อยที่สุดเวลาล้มตัวนอนลงในเตนท์
กลางคืนก็ช่างมืดสนิทกระทั่งมองนิ้วตัวเองไม่เห็น เสียงสัตว์กลางคืนแปลกๆ ชวนให้หวาดและไม่อยากหลับตา
เตนท์ผ้าร่มบางๆดูเหมือนจะไม่ได้ป้องกันอะไรแก่เรามากนักนอกจากน้ำค้าง
ทุกสิ่งเป็นเรื่องแปลกใหม่ เด็กชายอายุ 7 ขวบลูกของคนเฝ้าไร่ดูจะรู้เรื่องรู้ราวกว่าผมมากนักในสภาวะนั้น
เขาหากบเป็น จับปลาเป็น และดูออกว่าผักชนิดไหนกินได้
ความบันเทิงเพียงอย่างเดียวคือการดูแผ่น Vcd ที่พวกเราไปเช่ามาเพื่อขับไล่ความเหงา
เราย้อนกลับไปใช้ชีวิตแบบยุคก่อน พึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด
ผมเริ่มเข้าใจบางสิ่งบางอย่าง ..
วิถีที่คนต่อสู้เพื่อตนเอง เพื่อครอบครัว
ตื่นแต่เช้าเตรียมหุงหาอาหาร ทำไร่เก็บผัก ปลูกสร้างซ่อมแซมอะไรต่อมิอะไรเอง
ความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน ทำให้เวลาอาหารเย็นเป็นเวลาพักผ่อนที่แท้จริง
เสียงพ่อดุลูกชายคนโต เสียงแม่ปรามลูกสาวคนเล็ก อิ่มหนำสำราญก็นอนพักผ่อนเก็บเรี่ยวแรงไว้วันรุ่งขึ้น
อุปกรณ์เพื่อความสะดวกสบายไม่มี ลำธารเป็นเครื่องซักผ้า ไม่ต้องเปิดก๊อกมีน้ำไหลผ่านตลอดปี
หน่วยเล็กๆของสังคมที่ใช้วิถีชีวิตตามธรรมดา ธรรมชาติ ..
พวกผมแค่ผ่านเข้าไปในช่วงชีวิตหนึ่งของพวกเขา สร้างบ้านเสร็จ เราก็กลับ
เราทิ้งร่องรอยอะไรไว้บ้าง จะมีใครคิดถึงผมบ้างไหม
แต่ผมคิดถึงพวกเขาและจำวันเวลาช่วงนั้นได้เสมอ .. จนกว่าจะพบกันใหม่
Thursday, September 28
Wednesday, September 27
แรงบันดาลใจ
ผมเชื่อในเรื่องแรงบันดาลใจหรืออีกนัยหนึ่งคือผู้คนหรือเหตุการณ์ที่ผลักดันให้เราดำเนินชีวิตตามวิถีทาง
ผมเริ่มต้นเขียนเมื่อผมทำให้ชีวิตหยุดนิ่ง ผมเองก็ไม่ได้ต่างไปจากคนอื่นๆทั่วไป
เคยโลดเต้นอยู่ในเมืองใหญ่ วิถีชีวิตทำให้ผมดำเนินไปตามแบบนั้น ทำงาน ทำงาน และทำงานหนักมากขึ้น
เพื่อสิ่งที่เรียกว่าอนาคต ความมั่นคง และชีวิตครอบครัว เงินออม ถูกเก็บงำอย่างหนัก เพื่อบ้านและรถ
ปัจจัยที่จะแสดงความมั่นคงของชีวิตตามอุดมคติของคนเมือง
ผมใช้เวลาเลือกบ้าน และมีพื้นที่เล็กๆหลังบ้านไปทำสวน มีสนามหญ้าเล็กๆอย่างที่ฝันไว้
ลงทุนไปขนหญ้าปูหญ้าเอง ซื้อต้นไม้ ทำสวน ขุดหลุมปลูกเอง
แต่ผมไม่มีเวลาชื่นชมมันเลย ผมออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่เปิด และเข้าบ้านเมื่อมืดสนิทแล้ว วนเวียนอยู่แบบนี้
สุดสัปดาห์ก็วุ่นวายกับงานบ้าน และการตัดหญ้า จนหมดแรง เวลานั้นผมคิดว่า ชีวิตก็ต้องเป็นแบบนี้ล่ะ
จนเมื่อทุกอย่างหายไปพร้อมกับการเดินจากไปของใครบางคน ชีวิตก็เหลือเพียงหนึ่งเดียว
นั่นเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตผม จุดเปลี่ยนที่ใหญ่มากเลย
ผมกลับสู่ครอบครัว ใช้ชีวิตอย่างแตกหัก ตั้งหลักไม่ได้ จนมันหยุดนิ่ง
แล้วผมก็เริ่มเขียน เขียนหลายสิ่งหลายอย่างจากความรู้สึก จากจินตนาการ
เมื่อเขียนมากขึ้นมันก็เหมือนสิ่งเสพติด ผมหลงไหลมัน จากวันละหนึ่งก็เพิ่มมากขึ้น
จนครั้งหนึ่งผมมีพื้นที่สำหรับเขียนหกแห่งด้วยกัน แต่ละแห่งก็แตกต่างกันไป แต่ก็เป็นผมทั้งหมด
ผมสนุกมาก เขียนจากคำคำเดียว ผูกร้อยแสดงความรู้สึก แล้ววันหนึ่งคำก็เหือดหาย แห้งผากไปเสียเฉยๆ
อาจจะเป็นการเว้นระยะของการเขียน เมื่อไม่ได้เขียนทุกวัน คำก็วิ่งหนีไป
การทำอะไรซ้ำเดิมอาจจะเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย แต่ก็เป็นวิธีที่ทำให้ตัวเองเคยชิน
เหมือนเวลาเราหัดเดิน หัดพูด จนวิธีนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต กลายเป็นธรรมชาติของเรา
ผมกำลังพยายามกลับมาใหม่อีกครั้ง ผมตัดสินใจเริ่มต้นที่นี่ ครั้งก่อนผมมักขอโจทย์จากคนรอบข้าง
ใครที่เคยคุยกับผมมักรู้ว่า อยู่ดีๆผมอาจจะพูดว่า "ขอคำๆนึง" นั่นก็คือผมกำลังขอโจทย์จากคุณ
ครั้งนี้ไม่มีใครให้โจทย์ผม เพราะผมพูดคุยกับผู้คนน้อยลง น้อยลงเรื่อยๆ
แรงบันดาลใจของผมช่วงนี้จึงมีแต่ น้ำ ปลา ฟ้า นก แผ่นดิน ภูเขา ธรรมชาติที่หาได้รอบๆตัวผม
แทบไม่ใช่ความรู้สึกของผู้คน แต่เป็นการผูกโยงธรรมชาติเข้าหาชีวิต ผมว่ามันเป็นสัจธรรม
ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกเชื่อมโยงกันเสมอ บางที เราอาจจะไม่มีวันรู้ .. ผมเองก็ไม่รู้
ผมติดตัวนับไว้ที่บล็อกนี่ และตัวนับบอกจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน
แปลว่า ยังคงมีคนมาอ่านในสิ่งที่ผมเขียน ผมขอบคุณที่แวะเวียนมา และผมยินดีต้อนรับ
ขอบคุณคุณปราย ที่ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ทักทายกันเสมอ และคุณและคุณ ที่ผมรู้ว่ามา แต่ไม่แสดงตัว :)
ทักทายกันบ้างนะครับ ..
ปล. ผมแบ่งแยกบล็อกไว้อีก 2 ที่ ใน eros of wing และ blackhole เชิญแวะชิมครับ :)
ผมเริ่มต้นเขียนเมื่อผมทำให้ชีวิตหยุดนิ่ง ผมเองก็ไม่ได้ต่างไปจากคนอื่นๆทั่วไป
เคยโลดเต้นอยู่ในเมืองใหญ่ วิถีชีวิตทำให้ผมดำเนินไปตามแบบนั้น ทำงาน ทำงาน และทำงานหนักมากขึ้น
เพื่อสิ่งที่เรียกว่าอนาคต ความมั่นคง และชีวิตครอบครัว เงินออม ถูกเก็บงำอย่างหนัก เพื่อบ้านและรถ
ปัจจัยที่จะแสดงความมั่นคงของชีวิตตามอุดมคติของคนเมือง
ผมใช้เวลาเลือกบ้าน และมีพื้นที่เล็กๆหลังบ้านไปทำสวน มีสนามหญ้าเล็กๆอย่างที่ฝันไว้
ลงทุนไปขนหญ้าปูหญ้าเอง ซื้อต้นไม้ ทำสวน ขุดหลุมปลูกเอง
แต่ผมไม่มีเวลาชื่นชมมันเลย ผมออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่เปิด และเข้าบ้านเมื่อมืดสนิทแล้ว วนเวียนอยู่แบบนี้
สุดสัปดาห์ก็วุ่นวายกับงานบ้าน และการตัดหญ้า จนหมดแรง เวลานั้นผมคิดว่า ชีวิตก็ต้องเป็นแบบนี้ล่ะ
จนเมื่อทุกอย่างหายไปพร้อมกับการเดินจากไปของใครบางคน ชีวิตก็เหลือเพียงหนึ่งเดียว
นั่นเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตผม จุดเปลี่ยนที่ใหญ่มากเลย
ผมกลับสู่ครอบครัว ใช้ชีวิตอย่างแตกหัก ตั้งหลักไม่ได้ จนมันหยุดนิ่ง
แล้วผมก็เริ่มเขียน เขียนหลายสิ่งหลายอย่างจากความรู้สึก จากจินตนาการ
เมื่อเขียนมากขึ้นมันก็เหมือนสิ่งเสพติด ผมหลงไหลมัน จากวันละหนึ่งก็เพิ่มมากขึ้น
จนครั้งหนึ่งผมมีพื้นที่สำหรับเขียนหกแห่งด้วยกัน แต่ละแห่งก็แตกต่างกันไป แต่ก็เป็นผมทั้งหมด
ผมสนุกมาก เขียนจากคำคำเดียว ผูกร้อยแสดงความรู้สึก แล้ววันหนึ่งคำก็เหือดหาย แห้งผากไปเสียเฉยๆ
อาจจะเป็นการเว้นระยะของการเขียน เมื่อไม่ได้เขียนทุกวัน คำก็วิ่งหนีไป
การทำอะไรซ้ำเดิมอาจจะเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย แต่ก็เป็นวิธีที่ทำให้ตัวเองเคยชิน
เหมือนเวลาเราหัดเดิน หัดพูด จนวิธีนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต กลายเป็นธรรมชาติของเรา
ผมกำลังพยายามกลับมาใหม่อีกครั้ง ผมตัดสินใจเริ่มต้นที่นี่ ครั้งก่อนผมมักขอโจทย์จากคนรอบข้าง
ใครที่เคยคุยกับผมมักรู้ว่า อยู่ดีๆผมอาจจะพูดว่า "ขอคำๆนึง" นั่นก็คือผมกำลังขอโจทย์จากคุณ
ครั้งนี้ไม่มีใครให้โจทย์ผม เพราะผมพูดคุยกับผู้คนน้อยลง น้อยลงเรื่อยๆ
แรงบันดาลใจของผมช่วงนี้จึงมีแต่ น้ำ ปลา ฟ้า นก แผ่นดิน ภูเขา ธรรมชาติที่หาได้รอบๆตัวผม
แทบไม่ใช่ความรู้สึกของผู้คน แต่เป็นการผูกโยงธรรมชาติเข้าหาชีวิต ผมว่ามันเป็นสัจธรรม
ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกเชื่อมโยงกันเสมอ บางที เราอาจจะไม่มีวันรู้ .. ผมเองก็ไม่รู้
ผมติดตัวนับไว้ที่บล็อกนี่ และตัวนับบอกจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน
แปลว่า ยังคงมีคนมาอ่านในสิ่งที่ผมเขียน ผมขอบคุณที่แวะเวียนมา และผมยินดีต้อนรับ
ขอบคุณคุณปราย ที่ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ทักทายกันเสมอ และคุณและคุณ ที่ผมรู้ว่ามา แต่ไม่แสดงตัว :)
ทักทายกันบ้างนะครับ ..
ปล. ผมแบ่งแยกบล็อกไว้อีก 2 ที่ ใน eros of wing และ blackhole เชิญแวะชิมครับ :)
Tuesday, September 26
ความรักในจดหมาย
ผมนั่งจัดต้นฉบับหนังสือทำมือเล่มใหม่
และอ่านเรื่องราวของความรักที่อยู่ในจดหมาย
เป็นให้ต้องยิ้มได้ไปกับตัวหนังสือของเธอทุกครั้ง
ผมเป็นคนทำหนังสือทำมือคนหนึ่ง
ด้วยความรู้สึกอยากให้คนกลุ่มหนึ่งที่แวดล้อมและสัมพันธ์กับผม
ด้วยเยื่อใยไฟเบอร์ได้อ่านตัวหนังสือที่หล่นหาย
เหมือนกระดาษโน๊ตที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ
ผมกับผู้เขียน"ความรักในจดหมาย"รู้จักกันผ่านโลกไซเบอร์
โดยการโยงใยของสายไซเบอร์อีกเส้นหนึ่ง
หลังจากทำ"เรื่องสั้นฝันหวาน"เป็นเล่มแรกแล้ว
"ความรักในจดหมาย"ก็ตามออกมา
เรื่องราวที่ส่งผ่านกระดาษแผ่นน้อย
ความรู้สึกถูกบรรจุลงไปในซองสี่เหลี่ยม และปิดผนึกแน่น
รอจนกว่าจะเดินทางไปถึงมือผู้รับ นาทีที่ซองสี่เหลี่ยมได้ถูกเปิดออก
ความรู้สึกก็พรั่งพรู จากฟ้าฟากนี้ สู่อีกฟากฝั่ง ..
ทุกความรัก ทุกอณูความคิดถึง ได้ทำหน้าที่ อย่างเต็มที่
ในวัยเยาว์กระดาษพร้อมลายเส้นดินสอเคยเดินทางไปจนถึงมือเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
ความรักของเด็กน้อย ได้แอบมอง ได้เขียนจดหมายฝากเพื่อนไปยื่นให้เธอ
รอคอยด้วยใจระทึกว่าจะมีจดหมายตอบกลับมามั้ย
และโลกเป็นสีชมพูสวย เมื่อเห็นลายมือน่ารักบนกระดาษแผ่นน้อย
แผ่นแล้วแผ่นเล่าจนวันลาจากแยกย้าย จดหมายรักเก็บงำความรู้สึกสวยงาม
.. กลิ่นความรักจางจาง อวลมาพร้อมกับกลิ่นไอของสายลมหนาว ..
และในวันวารของการเดินทาง
ยามสายที่สายหมอกอ้อยอิ่งเรี่ยยอดเขาในเมืองกาแฟ
ความคิดถึงพาให้จรดปลายปากกาลงบนสมุดบันทึก .. ถึงเธอ
นาทีแล้วนาทีเล่าที่ความรักเริ่มต้นบอกเล่าเรื่องราว
ถนนสายเล็กเล็ก ดอกไม้ริมทาง กลิ่นกาแฟ สายฝน เพลงแจ๊ส ฟ้าพราวดาวระยับ ..
ผมเก็บทั้งหมดนั่น มาฝากคุณ .. ด้วยความรัก
Monday, September 25
ผืนดิน กลิ่นหญ้า
ผืนดิน กลิ่นหญ้า
ผืนดินส่วนที่ซับรับเอาวิญญาณทั้งหมดของจักรวาลไว้
ต้นกำเนิด และเป็นมารดาของสรรพสิ่ง
ผืนดินผู้รับเอาทั้งความหนาวเย็นและเก็บความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์
.. เพื่อให้เมล็ดพันธุ์เติบโต
พื้นที่สีน้ำตาล ห่อหุ้มและเก็บรักษาพลังแห่งชีวิต จากชีวิตที่ล้มหาย
เพื่อก่อเกิดเป็นชีวิตใหม่ .. เมล็ดพันธุ์กำลังบิดตัว พร้อมที่จะยืดกาย หยั่งราก
สัญญลักษณ์ของชีวิต กำลังคลี่คลาย ใบอ่อนค่อยค่อยโผล่พ้นเหนือพื้นดิน
เพื่อทักทาย ตะวันแสงแรก .. แห่งชีวิต
ณ จุดกำเนิด ชีวิตใหม่กำลังใช้พลังจากวิญญาณที่ล้มหาย เพื่อต่อพลัง
ผืนดินให้กำเนิด ผืนดินรองรับร่าง .. ให้ และ รับ
เติมต่อ คืนวิญญาณ กลับสู่โลก
สองฝ่าเท้าที่เปล่าเปลือย ขณะสัมผัสพื้นดิน
กลิ่นไอแห่งชีวิต ซึมเข้าสู่ร่างกาย ผืนดินแข็งและอุ่น
เหยียดกายลงแนบร่างกับพื้น ..
โลกรอบตัวไม่มีความหมาย หยุดหัวใจ .. นิ่ง ลงกับผืนดิน
สิ่งที่เราเหยียดคว้าได้ ไม่เคยเกินสองมือเหยียด
ใดใดในโลก .. ล้วนไม่ใช่ของเรา
กำเนิดจากที่นี่ และท้ายสุด ย่อมจบลงที่นี่
.. บน ผืน แผ่น ดิน ..
เมื่อไรที่ใจนิ่ง
จะได้ยิน แม้เสียงต้นหญ้าที่กำลังงอกเงย ..
Monday, September 18
ฝุ่นผงของแผ่นดิน

สีน้ำตาลปนแดงของฝุ่น
ฟ้าใสยามบ่าย
เสียงลมและฝนกรรโชกยามดึก
ฝูงนกมากมายเป็นพิเศษ .. ในยามเช้าของวันนี้
กลิ่นตอซังที่ถูกไถเกี่ยวเมื่อวานนี้
ตกทิ้งค้างอยู่ในอากาศ
นกแซงแซวหางปลาซึ่งอาจจะเป็นตัวเดิม หรืออาจไม่ใช่
โผลงโฉบเหยื่อ อาหารของนกอุดมอยู่บนพื้นดิน
รอยปีกทิ้งค้างอยู่บนอากาศ .. หลับตาก็เห็นเป็นเส้น
.. บางเบา ..
เฉกเช่นเดียวกับรอยเท้าของเรา ซึ่งนับวันจะจางลง
และต้องเลือนหายไป ในสักวัน ..
ทิ้งไว้แต่เพียง ฝุ่นผงของแผ่นดิน ..
ฟ้าใสยามบ่าย
เสียงลมและฝนกรรโชกยามดึก
ฝูงนกมากมายเป็นพิเศษ .. ในยามเช้าของวันนี้
กลิ่นตอซังที่ถูกไถเกี่ยวเมื่อวานนี้
ตกทิ้งค้างอยู่ในอากาศ
นกแซงแซวหางปลาซึ่งอาจจะเป็นตัวเดิม หรืออาจไม่ใช่
โผลงโฉบเหยื่อ อาหารของนกอุดมอยู่บนพื้นดิน
รอยปีกทิ้งค้างอยู่บนอากาศ .. หลับตาก็เห็นเป็นเส้น
.. บางเบา ..
เฉกเช่นเดียวกับรอยเท้าของเรา ซึ่งนับวันจะจางลง
และต้องเลือนหายไป ในสักวัน ..
ทิ้งไว้แต่เพียง ฝุ่นผงของแผ่นดิน ..
Click Here!
Saturday, September 16
จากภูผาถึงทะเล
ผมเชื่อว่ามีบางอย่างเชื่อมโยงระหว่างภูผาสูงกับท้องทะเลที่อยู่แสนไกล
สายน้ำที่มีต้นกำเนิดบนยอดภูผาไหลเรื่อยลัดเลาะ
จากที่ไกลแสนไกลจนมาถึงท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล
สายน้ำคงเก็บสะสมเรื่องราว และความคิดถึง จากภูผาถึงทะเล
หลายครั้งเมื่อมีโอกาสเห็นภูเขาสูงใหญ่ มีเมฆระเรี่ยอยู่ที่ยอด
อากาศฉ่ำชื่นของท้องฟ้าหลังฝน ผมรู้สึกเต็มตื้น
ผมชอบมองยอดเขาสูง จากที่ไกลตา
บางพื้นที่ก็เป็นเหมือนพื้นที่ศักดิ์สิทธิในใจเรา
มันอาจจะยากในการปีนป่าย แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้
และนั่นก็ไม่ใช่ปัญหาของผม
การได้ยืนอยู่บนยอดเขาจะนำพาความรู้สึกอย่างไรมา
เราอาจจะรู้สึกยิ่งใหญ่ที่ได้พิชิตยอดภูสูง
หรือรู้สึกว่าได้ฝากรอยเท้าไว้ ในที่ๆน้อยคนนักจะได้เหยียบย่าง
สำหรับผม มันไม่สำคัญเลย ภูเขากับผม เป็นเพียงเพื่อนกัน
เพื่อนที่ผมอาจจะกระซิบจากที่ไกลตา
ฝากความห่วงใยไปกับปุยเมฆใส
บางทียอดเขาสูงอาจจะเหงา หรือถึงกับรอคอยผู้มาเยี่ยมเยือน
การรอคอยนั่นคงจะเริ่มตั้งแต่มีรอยเท้าแรกของมนุษย์เหยียบย่างไปถึง
การมาถึงของใครบางคนอาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราไปจนตลอดกาล
จากสองฝากฝั่งที่ลำน้ำไหลผ่าน ความคิดถึงของภูผาไหลเชี่ยว
ตามลำน้ำที่คดเคี้ยวและระยะทางอันยาวไกล แสนไกล
จวบจนกระทั่ง ถึงท้องทะเล
ห้วงสมุทรอันลึกเร้น สถานที่เก็บงำความลับของจักรวาล
แบกรับความคิดถึงจากภูผาจนเปี่ยมล้น
จนระเหยล่องลอยขึ้นไปบนอากาศ สูงขึ้น สูงขึ้น
สายลมและเมฆหอบความคิดถึงจากท้องทะเลออกเดินทาง
ด้วยระยะทางที่ไกลแสนไกล ด้วยการเดินทางอันยาวนาน
สายลมเหนื่อยล้า ความคิดถึงทำให้ก้อนเมฆหนักอึ้ง
จวบจนกระทั่งถึงยอดภูสูง ..
เมฆน้อยบอกเล่าเรื่องราวความคิดถึงของท้องทะเล
ด้วยหยดน้ำเล็กๆ หยดแล้วหยดเล่า ..
จากห้วงสมุทร สู่ ยอดดอย ..
เรื่องราวความคิดถึงของภูผาและทะเล
เป็นต้นกำเนิดของชีวิตและสรรพสิ่ง ..
.. สายน้ำ .. จากภูผา .. สู่แผ่นดิน .. ถึงท้องทะเล ..

Click Here
R U lonesome Tonight?
Friday, September 15
นายไข่เจียว
คุณครับ..
คุณคงไม่ว่าอะไรถ้าผมจะเปรียบความรักของเราเป็นไข่เจียวหมูสับ
ผมยอมเสียสละเป็นหมูสับเอง ปล่อยให้คุณเป็นไข่ ซึ่งนั่นแปลว่าคุณเป็นใหญ่
คุณครับ เวลาจะเจียวไข่สักจานคุณทำอะไรบ้าง
ถ้าคุณเป็นไข่ ผมเป็นหมูสับ จะมากไปไหมถ้าจะบอกว่าความหวานคือน้ำมันพืช
คุณเคยเจียวไข่โดยงกน้ำมันไหมครับ ดูไม่ได้เลยนะครับ
ไข่จะแห้งไม่ฟู ดูซีดเซียวไงพิกล เหมือนต้นไม้ขาดปุ๋ยยังไงยังงั้นเลยนะครับ
แต่ถ้าน้ำมันมากเกินไป คุณคงรู้ดี ใช่ครับมันเลี่ยน
(คุณอาจแอบคิดในใจ ผมเจียวไข่น้ำมันมากไปบ่อยๆใช่ไหมครับ)
คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าครับ น้ำปลาครับน้ำปลา อีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยเชียว
น้ำปลาก็เหมือนความใส่ใจ น้อยไปก็จืด มากไปก็เค็มปี๋และคงจะอึดอัด
คุณเคยเห็นไข่เจียวภาคพิศดารไหมครับ
สารพัดจะสรรหากันมาใส่ ไข่เจียวกุ้ง ไข่เจียวปู ไข่เจียวเห็ด ไข่เจียวพระอาทิตย์
ไข่เขียวโหระพา อ่อ มีไข่เจียวสมุนไพรด้วยนะครับ และเด็ดสุด ไข่เจียวพริกขี้หนู
คุณเคยนึกอยากใส่อะไรอย่างอื่นนอกจากหมูสับไหมครับ :)
ไม่ต้องทำหน้ากรุ้มกริ่มเลยครับที่รัก ผมรู้
บางทีคุณก็นึกอยากเติมอะไรลงไปในไข่แทนหมูสับใช่ไหมล่ะครับ
แต่อย่าเลย ผมขอเตือน ไข่เจียวหมูสับน่ะอร่อยที่สุด
ถึงกับมีคนเอาไปแต่งเป็นเพลงเชียวนะครับ
"นายไข่เจียว" ของศิลปินวงโปรดอีกวงของผมไงครับ วงเฉลียง
แต่ผมมักแอบวงเล็บในใจว่า นายไข่เจียว(หมูสับ)เสมอ
เชื่อผมเถอะน่า ต่อให้คุณไปสั่งไข่เจียวพิศดารแค่ไหนในร้านหรูแค่ไหน
ก็ไม่อร่อยเท่าไข่เจียวหมูสับโปะข้าวร้อนๆคนละจานแล้วนั่งทานข้างๆผมหรอกน่า
ว่าแต่ คุณได้กลิ่นไข่เจียวหรือยังครับ :)
แล้วเย็นนี้คุณจะต่อว่าผมอีกไหมครับว่า
"คุณคะ ไข่เจียวมันเลี่ยน"
นายไข่เจียว(หมูสับ) ของคุณ
ภาคหลงตัวเองนิดโหน่ยยยย
ปล. วันนี้ไร้เสียงเพราะกลัวคนอ่านสำลักน้ำมันตายครับผม ;)
Thursday, September 14
น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง
นี่ล่ะมั้งที่เค้าเรียกว่า น้ำใจ
สืบเนื่องจากฝนที่ตกติดต่อกันมากว่า 8 ชั่วโมง
เป็นผลให้น้ำท่วม มันก็เรื่องปกตินี่นะ ฝนตกน้ำก็ต้องท่วม
แต่ไม่ปกติสำหรับผม กว่าปีแล้วที่ผมย้ายถิ่น เพิ่งเห็นน้ำท่วมเป็นครั้งแรก
ฝนตกพรำพรำ คุณลุงข้างบ้าน พอฟ้าเปิดเห็นแสงก็คว้าข่าย
ข่ายคือเครื่องมือจับปลาชนิดหนึ่งเป็นตาคล้ายแห
มีหลายขนาดสำหรับปลาตัวใหญ่หรือเล็กแตกต่างกัน
วิธีใช้ เขาเรียกว่า ไปวางข่าย เขาจะดึงข่ายให้ตึงและขึงขวางไว้บริเวณที่น้ำท่วม
นาข้าวแปลงที่ผมว่า น้ำท่วมแล้ว
ผมตื่นมาแต่เช้าเห็นหุ่นไล่กา ว่ายน้ำ มองดูแต่ไกลเห็นเหลือแต่หมวก คงจะหนาวแย่
คุณลุงไปวางข่าย แล้วก็ปลดข่าย ก็คือปลดปลาออกจากข่ายนั่นล่ะครับ
ชาวบ้านตื่นเต้นกันใหญ่ เวลาที่ปลาขึ้น
ใครใครก็สนุกกันจนผมพลอยคึกคักไปกับเขาด้วย ยืนเชียร์มั่ง ดูคุณป้าทำปลามั่ง
เด็กวัยรุ่นขี่รถผ่านมา ทนไม่ไหว พากันร้องตะโกนถามหาที่ซื้อข่าย พากันมาดักปลากันทั่วทุ่งแถวนั้น
เราคงกินปลากันไม่หวาดไหว ส่วนใหญ่ได้ปลากระดี่ ปลาหมอ ปลาช่อนตัวไม่โตนัก
และปลาสร้อยที่มักขาดใจตายก่อนปลาอื่น
ผมถามหาปลาช่อนตัวโตๆ
คุณป้าว่า "โอ้ย มันไปตั้งกะมะคืนแล้วว" คงนึกในใจว่าผมไม่รู้เรื่องเล๊ย
ปลาที่ได้ ส่วนใหญ่เอามาทำ "ปลาเกลือ" ตรงตัวเลยนะครับ
ปลาแห้งของคนกรุงเทพ คือปลาเกลือของที่นี่
ตอนที่ผมย้ายมาใหม่ๆ การสื่อสารขัดข้องครับ เรื่องผักชีครับ
ผักชีฝรั่งของคนกรุงเทพ กลายเป็นผักชี(ธรรมดาไม่มีชาติตะกูล)ของคนที่นี่ (คือผักชีใบยาวๆที่ใส่ในลาบ)
ส่วนผักชีธรรมดาของคนกรุงที่มีใบหยักๆ กลายเป็นผักชีฝรั่งของคนที่นี่ (อัพเกรดมีชาติตะกูลไปซะงั้น)
พูดถึงเครื่องมือจับปลา ผมมีโอกาสได้ไปพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี ผมทึ่ง
ปู่ย่าตายายเรา มีความสามารถอย่างเหลือเชื่อ
เครื่องมือดักสัตว์สมัยก่อน คัดทั้งขนาดของสัตว์ ว่าอยากได้ขนาดเล็กหรือใหญ่
และจะจับเป็นหรือจับตายอีกด้วย
เอาแค่ข่ายที่ผมพูดถึงนี่ยังมีขนาดของข่าย แต่ละช่องกว้างไม่เท่ากัน
ข่ายเล็กไว้จับปลาเล็ก ข่ายใหญ่ปลาเล็กก็ลอดได้
เครื่องดักหนูที่ผมเห็นที่พิพิธภัณฑ์ก็เจ๋งสุด
เป็นไม่แผ่นนำมาต่อเป็นกล่องสี่เหลี่ยม เจาะทางเข้าให้ได้ขนาดกับหนูที่ต้องการ
ด้านในเป็นกลไกกระดานหกพอหนูเดินเข้าไปประตูก็ปิด
หรือเป็นที่ดักเม่นสานจากไม้ไผ่ กรงต่อนก
คิดกันเล่นๆ ถ้ายุคนั้นเอาของใช้พวกนี้มาตีตรา
สร้างแบนด์ ส่งไปขายต่างประเทศ ฝรั่งคงทึ่ง
อาจจะต้องหันมาใช้ผลิตภัณฑ์จากเมืองไทยกันเป็นแถวๆก็เป็นได้
ของดีในบ้านเรานี่มีมาก มากซะจนโดนขโมยไปทีละอย่าง
ไม้ในป่า สมุนไพร แม้กระทั่งที่ดิน
อนาถใจดี หรือสลดใจดี ยิ่งลำบากเรายิ่งกอบโกย
ด้วยคำกล่าวอมตะนิยม "สะสมไว้ให้ลูกมัน ต่อไปมันจะยิ่งลำบาก"
คือ ถ้าไม่รีบโกยเนี่ย รุ่นหลังยังพอไหวนะครับท่าน กลายเป็นคาถามหาโหดเลย
ผมแนะนำหนังสือหนึ่งเล่มนะครับ "ลูกสาวพิพิธภัณฑ์" โดยคุณพรสิริ บูรณะเขตต์
เป็นหนังสือเล่มที่ทำให้ผมต้องไปดู พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี :)
ความภาคภูมิใจระดับชาติที่ต้องแลกมาด้วยอะไรหลายอย่างเหลือเกินสำหรับสมาชิกในครอบครัว
พูดถึงความแยบคายของคนสมัยก่อน พาให้คิดถึงวิถีชีวิตแบบไม่เร่งรีบ
วิถีการทำงาน วิถีครอบครัว ดูจะเปลี่ยนไปจนหมดสิ้น
โลกเราไม่ได้หมุนเร็วขึ้น เวลาก็มีเท่าเดิมในแต่ละวัน
แต่วิวัฒฯมันไปไกลเหลือเกิน จนผมนึกสงสัย วิวัฒฯนี่มันใครกัน(วะ)
ช่างมาพาให้โลกวิบัติซะจริงคุณวิวัฒ(ทะนาการ)
มีเรื่องให้คิดกันเล่นๆนะครับ ชีวิตครอบครัวครับ :)
สมัยก่อนการแต่งงานโดยไม่เห็นหน้าค่าตา เรียกง่ายๆว่า คลุมถุงชน
ทำไมเขาอยู่กันได้จนแก่เฒ่า ผมคิดว่า หน้าที่และน้ำใจครับ
หน้าที่ๆมีต่อกัน น้ำใจที่จะดูแลกันไป นี่ผมยังไม่ได้พูดถึงความรัก
พออยู่กันไป ดูแลกันไป ผมว่าความรักมันเกิดและงอกงาม เติบโตไปพร้อมกับชีวิตคู่
สมัยนี้กลายเป็นเรื่องล้าสมัย ร้องหาความรัก จนความเหงาหล่นเกลื่อนกลาด
น้ำใสใจจริงที่มาจากการบ่มเพาะหล่นหาย
คนเหงา ความเหงา ไม่มีคนรักก็เหงา มีคนรักก็นังไม่วายเหงา
เพราะเราไม่รู้จักพอ มองหาส่วนที่ขาดไป
โลกมีประชากรเพิ่มมากขึ้นทุกวัน และไม่มีใครเหมือนใครสักคนเดียว
สิ่งที่เราพอใจอาจจะไม่ได้รวมอยู่ในคนแค่คนเดียว
ฉะนั้น "กิ๊ก" เลยเกลื่อนกลาด (อีกเหมือนกัน)
ความอดทนหดสั้น เพราะมนุษย์คิดว่า มีสิ่งที่ดีกว่ารออยู่ข้างหน้า
เราเลยเลิกหันหน้าเข้าหากัน :)
ท่ามกลางกระแสคลื่นความเหงาและเปล่าเปลี่ยว เรากำลังแหวกว่ายไปตามลำพัง
ต่างคนต่างมุ่งหน้าไปให้ถึงฝั่งฝัน บางทีอาจจะมีสักเสี้ยววินาที ที่เราจะสงสัย
.. เรามาถึงที่นี่ได้อย่างไร และเรากำลังมุ่งหน้าไปไหนกัน ..

Click Here!
Monday, September 11
เริ่มต้นวันใหม่ด้วยสายตาที่แปลกเปลี่ยน
เช้าวันที่ฝนพรำมาเยี่ยมเยือน
ท้องฟ้าเป็นสีเทา เม็ดฝนพาความฉุ่มฉ่ำและเย็นเยือก
ที่มุมโปรดของผมกับแก้วกาแฟรับอรุณ
ควันบางบางลอยกรุ่นเป็นเครื่องหมายของการเปิดวันใหม่
ผมมองดูถนนคอนกรีตสายใหม่ที่หน้าบ้านเหมือนคนแปลกหน้า
ถนนสายเล็กเล็กที่กั้นกลางระหว่างทุ่งนากับบึงบัวข้างบ้าน
เวลานี้คล้ายกับสิ่งแปลกปลอม ผมสังเกตว่า นาข้าวไม่มีทางระบายน้ำ
และมีน้ำขังนานกว่าปกติ ต้นข้าวจะสำลักน้ำตาย สิ่งที่มาพร้อมกับความสะดวกสบาย
น้ำในบึงบัวและนาข้าวคงคิดถึงกัน
ผมนั่งมองโลกรอบตัวปล่อยหัวใจไปเรื่อยเรื่อย
หลายคนบอกว่าผมมองโลกในแง่ดี
จริงจริงแล้วผมคิดว่า ไม่ เพียงแค่ผมสร้างโลกเล็กๆมาห่อหุ้มตัวผมเอง
และคิดหาสิ่งดีในเรื่องร้ย เพื่อเยียวยาให้ตัวเองมีเรี่ยวแรงที่จะยืน
ผมอยู่มานาน อาจจะนานเกินไป สิ่งที่ผมเรียนรู้จากโลกนี้คือ ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน
อย่าเอาความสุขทุกข์ของเราไปผูกไว้กับสิ่งใดๆบนโลกมากเกินไป
ถ้าวันหนึ่งมีเรื่องราวใดมาทำให้เราเจ็บปวด จงลืมเลือน และละทิ้งมันไป
มันอาจจะฟังดูง่ายดาย แต่ทำได้ยากเย็น
ความเคยชินของมนุษย์เป็นด่านที่ฝ่าได้ยาก
เพราะรูปแบบของชีวิตที่เราเป็นไปล้วนซ้ำเดิม
ถ้าวันหนึ่งที่ความคุ้นเคยขาดหายไป คุณจะรู้สึกได้ในทันที
ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณอาจจะมองข้ามหรือไม่ได้สนใจมันเลยแม้แต่น้อย
เหมือนดังเช่นความรัก หลายคนอาจจะเคยเสียใจให้กับความรักที่เราเองรับมันไว้ไม่ได้
หลายคนอาจจะเคยเสียใจเมื่อถึงเวลาต้องเดินแยกจากมือคนร่วมทางกันเมื่อถึงเวลาหนึ่ง
นั่นแย่กว่า เพราะชีวิตเรามีความฝัน มีเส้นทางที่มุ่งมาดร่วมกับใครคนนั้น
บางคนเสียหลัก แต่ก็กลับมาเดินต่อได้ และอีกบางคนล้มลงไปตลอดกาล
มนุษย์พยายามจะควบคุมทุกอย่าง
ทำให้ฝนตก ทำให้ต้นไม้ออกดอกผลนอกฤดูกาล ทำเด็กเทียม แม้กระทั่งโคลนนิ่ง
นั่นเป็นการสนองตอบบางสิ่งบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้หรือเปล่า
ชีวิต ความนึกคิดของคนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งจิตใจตัวเอง
โลกเวลานี้คงไม่ได้ต้องการอะไรแปลกใหม่ โลกคงไม่ได้ต้องการคนยิ่งใหญ่
เรามีมากพอแล้ว ..
โลกคงต้องการคนธรรมดาๆ พ่อแม่ธรรมดาที่มีเวลาเล่านิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง
เด็กธรรมดาที่ไม่ปราดเปรื่อง แต่รู้จักออกไปวิ่งเล่นและหัวเราะ
เบิกบานให้เต็มเสียงและสมวัย
ผมคงอยู่มานาน นานเกินไป ..
กาแฟของผมหมดแก้วแล้ว
และวันนี้ผมคงต้องไปเริ่มต้นวัน ตามวิถีที่ผมเลือก .. ที่จะเชื่อ ..
ขอให้วันนี้เป็นวันดีดีของพวกคุณเช่นกัน :)

Click Here!
Always Kenny G.
Saturday, September 9
บางความรู้สึก
หลายหนที่ความรักห่อหุ้มเราไว้ในเปลือกบางของความห่วงใย
รู้เท่ารู้ .. ห่วงใยที่มาจากน้ำใสใจจริง
แต่หลายครั้งเราอยากเมินเฉย ผลักไส และชืดชา
นั่นไม่ได้แปลว่า รักน้อยลง หรือไม่รัก ใช่ไหม?
ไม่มีส่วนไหนเสรีไปกว่า หัวใจของมนุษย์ผู้ไม่ยอมถูกรัดร้อยใดใด
เสรีจากทุกสิ่งอย่าง จากทุกความสัมพัน จากทุกความรัก
เหลือเพียงตัวเอง กับความเงียบ ..
เพื่อกระพือปีกโผบิน หรือบางทีเพื่อแหวกว่าย ให้สิ้นใจ ขาดลม ..

Click Here!
Friday, September 8
invisible man
ในหนึ่งชีวิตมีหลายภาค ..
ในหนึ่งตัวตน มีบางสิ่ง .. ซ้อนทับ
ความรัก ความเกลียด ความกลัว
.. คละเคล้ากัน กลายเป็นตัวตน ..
ในหนึ่งคนมีหลากสีสัน หลายอารมณ์
ไม่แปลก ถ้า ใครหลายคนจะเห็นภาพเรา เป็นหลายภาค
สุดแต่ใครจะหยิบจับส่วนใหนขึ้นมา พลิก .. มอง
บ้างหยิบส่วน .. หวาน
บ้างหยิบส่วน .. ขม
จะมีสักกี่คน ที่ .. ยอมรับ
ความแตกต่างหลากหลาย จากอารมณ์ .. เรา ..
เสียงแซคโซโฟน .. หวานปนเศร้า ..
ย่ำค่ำ ริมทางเท้า ..
วิถีแห่งการยังชีพ .. หรือ ความสุขยามค่ำคืน ..
ขณะที่เสียงดนตรีดัง
คนที่กำลังบรรเลง คิดอะไร?
เมื่อย เหนื่อย หิว เบื่อ หรือ มีความสุข
เราแคร์แค่ไหน กับสายตามนุษย์
เรารู้สึกได้แค่ไหน กับ น้ำคำคน
เราเองเท่านั้น .. ที่ รับ รู้
เราเองเท่านั้น .. ที่เข้าใจ

Click here!
Wednesday, September 6
วันนี้
เช้าวันนี้ ยังคงเป็นตอนเช้าเหมือนทุกวันในสายตาใครหลายคน แต่สำหรับผม มันเป็นเช้าที่พิเศษ ผมตื่นในเวลา .. ที่ผมเคยตื่นเมื่อนานมาแล้ว วันพิเศษในหนึ่งปีที่มีเพียงครั้งเดียว วันที่เรามีชีวิต .. และเริ่มต้นการผจญภัย ตลอดการผจญภัย คนเรามีวันพิเศษแบบนี้มากน้อย ต่างกัน ผมมีมาแล้วหลายครั้ง และเชื่อว่าจะมากกว่าคุณคุณในนี้เป็นส่วนใหญ่
ที่ผ่านมาผมมักปล่อยให้วันนี้ผ่านไปเงียบเงียบ .. เพียงลำพัง จะมีเสียงโทรศัพท์จากที่ต่างต่าง นั่นหมายความว่า .. บางคนยังคงไม่ลืมผม แต่สายที่พิเศษ สายเดียว ตั้งแต่แรก จนถึงวันนี้ เธอ .. ที่ยังคงไม่ลืมและไม่เคยลืม อาจจะเป็นเพราะความเจ็บปวดที่ผมได้มอบให้กับเธอในวันแรก และแน่นอน ต้องเป็นความปลื้มใจด้วย ผมจะได้ยินเรื่องราวนี้ทุกปี เรื่องซ้ำเดิม ไม่เคยเปลี่ยน ผมคงรักเธอ น้อยกว่าที่เธอรักผมเป็นแน่ เพราะบางทีผมงัวเงียลุกขึ้นมารับสายเธอโดยที่ผมยังไม่ลืมตา เป็นแบบนี้มาตลอดชีวิตของผมเลยทีเดียว แต่ไม่ใช่ครั้งนี้ .. เธอโทรมาสายผิดเวลา ผมยกโทรศัพท์ดูนับครั้งไม่ถ้วน ผมแอบภาวนาให้เธอโทรมาไวไว ..
แล้วก็ถึงเวลานั้น .. ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหน ผมยังเป็นคนพิเศษที่ต้องห่วงใย มีหลายคนผ่านเข้ามา และจากไป แค่ เธอ จะคงอยู่ ผมยังคงเป็นลูกน้อยของเธอ .. แม่ของผม เหมือนเมื่อวันแรกที่ผมลืมตามาดูโลก หลังคำอวยพรในทุกปี จะตามด้วยเสียงเตือนอย่างห่วงใยในการใช้ชีวิต "ขี่รถระวังนะลูก น้ำท่วมมั้ย ระวังตกน้ำตกท่า ฯลฯ" เอ่อ เหมือนผมอายุ 3 ขวบ ทั้งทั้งที่ผม 30 กว่าาาาาาาาาาา ขอบคุณเธอ .. แม่ ผู้ให้ชีวิตแก่ผม ขอให้แม่สุขภาพแข็งแรง อยู่โทรมาหาผมได้ในวันพิเศษแบบนี้ อีกนานเท่านาน .. * ขอบคุณ เธอ ผู้เป็นที่รัก ที่อยู่กับผม และผ่านค่ำคืนมาด้วยกัน ขอบคุณคืนวันที่มีคุณ .. ขอบคุณครับ * สุขสันต์วันเกิดผมเองครับ :) |
Tuesday, September 5
ก็แค่นั้น ขอเพียงแค่นั้น ..
เรื่องของคนบนฟ้า ..
บางบททดสอบของสิ่งที่เรียกว่า ความรู้สึก
ความรู้สึกรัก ก็ไม่ได้แตกต่างจากความรู้สึกอื่นใด
ยกเว้น ความรักจะควงคู่มากับใครอื่นด้วย
อย่างเช่น ความปรารถนา ความเป็นเจ้าของ และความหึงหวง
คนบนฟ้ามักขมวดปมเส้นสายชีวิตเราให้พาดผ่านกับใครหลายคน
เส้นเชือกที่กองกันอย่างยุ่งเหยิง บางครั้งยิ่งดึงจะพบว่า ยิ่งสั้น
บางครั้งเส้นที่เราเห็นขมวดปมอย่างแน่นหนา ก็ลวงตา
คล้ายกับคนที่ผ่านไปมาในชีวิต ..
บ้างคิดว่า .. เราใช่ .. ในชิวิตของเขา ในความรู้สึกของเขา
บ้างเราเองก็คิดว่า .. เขาใช่
ประคับประคอง ประคบประหงม บางครั้งเป็นเรื่องของ ความรู้สึกฝ่ายเดียว
หรือบางที อาจเป็นเรื่องของเวลา ที่ไม่ถูกต้อง
เคยคิดบ้างไหม บางทีคนบนฟ้าอาจจะกำลังหัวเราะเรา
ยามที่เราเดินคลาดคลากับใครบางคน
หรือเวลาที่เรากำลังทำฤทธิ์กับคนที่เป็นของเรา .. โดยที่เราเองไม่รู้ตัว
และไม่รู้แม้สักนิดว่า เป็นคนนี้ คนนี้นี่เอง
ทุกข์ที่โถมทับทวี อาจเป็นเรื่องที่เราเจ็บปวดไปล่วงหน้า เจ็บปวดไปมากกว่าที่เป็น
เคยมีสักครั้งไหมที่คุณไม่ได้รู้สึกเจ็บ
หรืออีกอย่างก็ เจ็บจนไม่รู้สึก
.. ชีวิตมันก็แค่นั้นเอง ..
วันนี้รัก พรุ่งนี้อาจไม่รัก
วันนี้อยู่ร่วม พรุ่งนี้อาจเลิกรา
ก็แค่นั้น .. มันก็แค่นั้นเอง ..
ถ้าวันนี้ยังคงมีรัก .. มีคนรัก .. มีคนที่เรารัก หรือแม้มีคนที่รักเราก็ตาม
จงรัก และแสดงออกถึงความรัก ให้มาก ..
อย่าให้วันเวลาผ่านไปอย่างเฉยชา ก็แค่นั้น ขอเพียงแค่นั้น ..
ใคร
ฉันรักเธอ ฤ รักรูปเงาของเธอ .. ในจิตใจฉัน
ฉันรักเธอที่เป็นเธอ หรือฉันรักเธอที่ฉันวาดให้เธอเป็น .. ในใจฉัน
ฉันรักเธอเพราะเธอนุ่มนวลอย่างที่เธอเป็น
หรือฉันรักเธอเพราะเธอนุ่มนวลอย่างที่ฉันคิดว่าเธอเป็น
ฉันรักเธอ หรือฉันรักตัวเธอในใจฉัน
ตกลงฉันรักใคร ?
เธอ หรือ เธอในใจ
เธอ หรือ เธอที่ฉันคิดว่าเธอเป็น
ภาพฝันที่พร่างพราย .. สวยงามเสมอ
Monday, September 4
รักในจินตนาการ
ความรู้สึกจริง ที่ยิ่งกว่าจริง
โลดแล่น พริ้วไหวให้ล่องลอยไป
ข้ามผ่านอณูอากาศ
ผ่านสายสัญญาณจากฉันสู่เธอ และจากฟ้าฟากโน้นสู่ฟากนี้
จริงเสียยิ่งกว่าจริง
ดื่มด่ำ หวามไหว .. หวั่น ..
พรายผุดอยู่ในห้วง ..รัก แห่งจินตนาการ
จริงเสียยิ่งกว่าจริง ..
หนึ่งห้วงของการรับรู้ ..
โหยหาตัวตนที่จับต้องได้ รูปที่มองเห็นได้ .. ด้วยสายตา
หวั่นหวาด กับรัก .. ที่ไร้รูป ไร้รอย ..
เคว้งคว้าง .. บางเบา ..
รักในจินตนาการ ..
Subscribe to:
Posts (Atom)

