Thursday, November 30

*


ในวันที่หม่นเศร้าและเยียบเย็น

ทดท้อ .. ไร้แรง ..

อยากลงนอน และทอดทิ้ง .. ลมหายใจ

หยุดสมอง หยุดห้วงคิด ..

ประกายไม้ขีดไฟ ก้านแล้วก้านเล่า

จุด และ ดับ ..

บางทีประกายเพียงเล็กน้อย ไม่อาจบรรเทาความเหน็บหนาว

เป็นเพียงที่หวัง แห่ง กำลังใจ ..

Sunday, November 26

ศิลปะของการอยู่ร่วม ..




ในทุกความสัมพันธ์ .. ระยะ .. เป็นเรื่องจำเป็น
และพึงต้องมี อย่างที่สุด
ไม่มีใครสามารถ รู้ใจ เรา ได้ทั้งหมด
ไม่มีใครสามารถ เจ็บปวด ได้เท่าเรา

อาจมีบางคน .. เข้าใจ แต่ ไม่เทียบเทียม
การเว้นช่องว่าง ระหว่างกัน เพื่อให้อีกฝ่าย
- ได้หายใจ -
เป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด เท่าเท่ากับ ยากที่สุด
ว่า เมื่อไร ควรเว้น ระยะ
เมื่อไร ควร ปล่อย หรือ ไม่ปล่อย

เพราะ รัก คือ คำว่า เรา
เป็นการแบ่งปันทุกอย่าง .. ร่วมกัน
ไม่ใช่ การเป็นเจ้าของ ทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึก
เพราะถึงจะรัก เท่า รัก
หัวใจใคร ก็ .. หัวใจใคร

ยืนเคียงข้างเมื่ออีกฝ่ายต้องการ
ขอเพียงรับรู้ว่ายังมี กันและกัน
บางที ความชิดใกล้ ก็ไม่สำคัญเสมอไป ..

Saturday, November 18

once upon a time*


Hands Hold a Seed Head from a Wheat Plant by Michael Lewis www.art.com



กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเมล็ดพืชเล็กเล็กเมล็ดหนึ่ง
โดนลมพัดพามาจากที่ไหนไม่รู้ ตกลงบนพื้นดินอ่อนนุ่ม
แต่เธอตัวเล็กเกินไป ลมพัดเธอปลิวไปอีก ตกอยู่ในกอหญ้ารกรก
รกจนอึดอัด เธอไม่รู้จะทำอย่างไร ร้องบอก

"ต้นหญ้าจ๋า ฉันอึดอัด อยากปลิวไปไกลไกล"

ต้นหญ้าตอบว่า
"เธอต้องรอให้ลมมาก่อน"

ห้องฟ้าเริ่มมืด คุณลมพัดมา เธอรีบตะโกนแข่ง
"คุณลม คุณลมจ๋า ช่วยพาฉันออกไปจากที่นี่ที ฉันอึดอัด"

"ตกลง เตรียมตัวนะ"
ว่าแล้วคุณลมก็เป่า พรวดดดดดดดดดด

เธอลอยหวือ ปลิวขึ้นไปบนฟ้า
เธอหัวเราะ "เป็นนกได้ก็ดีสินะ" เธอตะโกนคุยกับคุณลม

"ได้เลย ฉันจะพาเธอบินไปไกลไกล"
ลมหอบเธอ ปลิวไปไกล เมืองแล้วเมืองเล่า
ไกลออกไป ไกลออกไป จากสนามเล็กเล็ก ในเมืองสีเทา
ปลิว..ลอยละล่อง สู่ป่ากว้าง

เธอเห็นลำธาร เห็นต้นไม้ใหญ่ เห็นป่ากว้าง

"ตรงนี้ตรงนี้ ส่งฉันลงตรงนี้ คุณลมจ๋า ฉันชอบที่นี่"
"ตกลงตกลง"
ลมลดกระแสลง ส่งเธอลงตรงให้ต้นไม้ใหญ่
เธอกล่าวขอบคุณ และหลับลงที่นั่นด้วยความเหนื่อยอ่อน
ผืนแผ่นดินโอบล้อมเธอ

เธอขยับตัวเพื่อลงสู่พื้นดิน
รอ..เวลาที่เมล็ดพันธุ์เริ่มเติบโต
เธอตื่นเช้าขึ้นมา ทักทายตะวันอย่างร่าเริง

"คุณตะวันนนนนนนนนนน ฉันอยู่นี่"
คุณตะวัน ยิ้ม มองลงมา

"ตกลง ตกลง ฉันจะให้เธอโตเร็วเร็ว"


เมล็ดพันธุ์ ทักทายธรรมชาติรอบตัว อย่างร่าเริงและนอบน้อม
ใครใครต่างก็เอ็นดูเธอ พร้อมจะช่วยเหลือ
รอเวลาให้เธอเติมโต เป็นดอกไม้น้อยน้อยที่งดงาม



เราทุกคนต่างผ่านช่วงเวลาของการเป็นเมล็ดพันธุ์มาก่อน
กว่าจะเติบโตจนถึงวันนี้ อาศัยปัจจัยหลากหลาย
ผมขอบคุณ คุณต้นหญ้า คุณลม คุณพระอาทิตย์
คุณแผ่นดิน คุณอากาศ ที่ทำให้ผมเติบโต งอกงาม

^____________________________^

Thursday, November 16

Secret of Darkness*



The Cafe Terrace on the Place du Forum at Night, Arles, 1888 by Vincent Van Gogh

www.art.com



กาลเวลา ..
เพื่อนผู้เก็บงำความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรวาล



ต้นหญ้างอกเงยแล้วตายจาก ..
ดอกไม้ผลิดอกแล้วร่วงโรย ..
มนุษย์ เกิด และ แตกดับ .. หมุนเวียนอยู่แบบนี้



ไม่มีสิ่งใดดำรงคงอยู่ ชั่วนิรันดร์



ความทรงจำของการพบเจอในหนึ่งชาติภพ
อาจตามติดอยู่ในห้วงลึกของจิตวิญญาณ..
จนกระทั่งพบพานกันใหม่ ..



จึงเกิดคำถาม จึงไขว่คว้าหาคำตอบ
..ในแสงสลัวราง มีภาพฝันบางเบา ..



คือเธอ คือเธอใช่ไหม ..



สัมผัสที่เคยคุ้น ..
สิ่งที่ล่องลอยและติดตามกันมา
..ข้ามขอบฟ้า ข้ามโค้งน้ำ เพื่อพบ เพื่อพลัดพราก ..




เมื่อคืนนี้ผมนั่งคุยกับกาลเวลา ถึงเรื่อง .. เธอ






Tuesday, November 14

เพลงดาว*






พักสายตา แหงนมองฟากฟ้า
จันทราแขวนดวงดาวประดับฟ้า .. ทีละดวง
จุดประกายระยับ บนม่านฟ้าสีเข้ม
ไฟกระพริบของฟ้า .. ดวงไฟของจิตนาการ ..
สีเข้มข้นของความมืด ดาวดวงน้อยบรรเลงเพลงแข่งขัน
บ้างกระพริบ บ้างริบหรี่ ดุจดั่งตัวโน๊ตของเสียงดนตรี
แว่วเสียงบรรเลงบทเพลงแห่งดาว ซ้ำไปซ้ำมา ..
.. วิบวับ วะวาม ..


ความสุขที่ยังอยู่ใกล้เพียงแค่แหงนมอง .. ฟ้า ..






คนเหงา .. ฟ้าเหงา คนไม่เหงา .. ฟ้างาม ..
.. ล้วนเลือกได้ ตามแต่ใจ ..


A night to remember

Friday, November 10

เรื่องสั้น กลัดหนอง

เรื่องสั้นกลัดหนอง

เหตุเกิดเมื่อหนึ่งเดือนกว่ามาแล้วแต่ผมยังคงจำได้ดี
เช้าตรู่วันเสาร์ วันจ่ายตลาดตามปกติของผม ตลาดนัดเช้าวันเสาร์
ผมนึกเมนูไว้ในใจ ปลาทับทิมแล่เนื้อหั่นเป็นชิ้น ล้างเกลือให้หมดคาว
คลุกแป้งกับซอสปรุงรส ทอดให้เหลือง กรอบนอกนุ่มใน ของโปรดเธอ
แกล้มกับแครอทสดนิดหน่อย ผมขี่รถไปเบิกบานใจไปกับเมนูสุดสัปดาห์ของเรา
ข้ามสะพานปูนข้ามคลอง ผมเห็นรถเก๋งคันหนึ่งกำลังขับสวนมาแต่ไกล
ผมขี่ในเลนส์ของผมไม่ระแวงสงสัยอะไร วูบเดียวผมได้ยินเสียงโครมอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
"อิ๊บอ๊ายแล้ว" ผมร่วงลงไปกองพร้อมมอ'ไซด์ นั่งงงอยู่ขอบทาง
คนขับรถเก๋งจอดลงมาดู มีมอ'ไซด์ขี่สวนมาจอดดูเป็นระยะ
เลือดไหลจากแผลถลอกที่เข่าซ้าย ผมสำรวจดูตัวเอง
เห็นแผลที่มือขวา เข่าซ้าย และเท้าขวาปวดมาก กว่าตำรวจที่ป้อมฝั่งตรงข้ามคลองจะมาก็นานพอดู
ชาวบ้านที่มุงดูเริ่มบ่น ป้อมใกล้แค่นี้เองจะสร้างทำไมฟ่ะให้เปลืองงบ ไม่เห็นออกมาดูแล
เสียงใครบางคนเล่าว่า "คืนก่อนมีศพลอยมาในคลองชาวบ้านไปแจ้งแต่ไม่มาสักที จนต้องลงไปช่วยกันดึงขึ้นมาไว้ริมตลิ่ง ตำรวจถึงมา"
มีคนแจ้งรถพยาบาลแต่ไม่มีสักที ไม่มีใครให้ผมขยับตัว จนในที่สุดรถปอเต็กตึ้งมาก่อน
ผมนึกในใจ "คงมีแต่เฮียปอเป็นที่พึ่ง"
อาสาสมัครช่วยกันยกผมลงเปล นอนไปในรถเฮียปอ
ถึงโรงพยาลบาลมีหมอมาตรวจ ผมเริ่มจุกนอนไม่ได้ คุณพยาบาลเลยยกเตียงให้นั่ง
หมอส่งผมไปเอ็กซ์เรย์ดูชิ้นส่วน ไม่มีแตกหัก
คุณพยาบาลมาอีกรอบ ทำแผลที่มือขวา เท้าทั้งสองข้าง บอกผมว่าไม่มีอะไรแตกหัก
หมออีกคนเข้ามาดู ว่าล้างแผลแล้วกลับบ้านได้ เท้าขวาที่บวมจะค่อยๆลดลง
มีรอยช้ำบุ๋มลงไปแต่ไม่มีเลือดไหล
คุณพยาบาลอีกคนเวียนเข้ามาดูแจ้งว่า หมอให้ยาแก้ปวดแก้อักเสบอะไรประมาณนั้น
"อย่าให้แผลโดนน้ำนะคะ"
ผมยักหน้า พูดไรยังไม่ออก ทำแผลเรียบร้อยพนักงานเปลเข็นผมอกไปรอข้างนอก
คู่กรณีจ่ายค่ารักษาพยาบาลเสร็จ ผมก็กลับบ้าน
พอถึงบ้านปรากฎว่าไม่มียา ผมให้เธอซื้อยาแก้อักเสบกับแก้ปวดให้ทาน
แผลที่มือและเท้าซ้ายแห้งดี แต่ที่เท้าขวายังคงบวมอยู่
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ผมกดแถวบริเวณแผล มันบุ๋มลงตามนิ้วเหมือนกดผลไม้สุก
และยังคงบวมแดง ผมเลยตัดสินใจไปหาหมออีกรอบ
คุณพยาบาลซักประวัติ ผมเลยแจ้งว่า คราวที่แล้วหมอบอกผมว่าให้ยาแต่ผมไม่ได้นะครับ
คุณพยาบาลพลิกแฟ้มแล้วพูดว่า "หมอเขียนจ่ายยานะคะ"
เอิ๊ก เซ็ง ผมไม่พูดต่อ เดินเข้าไปให้หมอดูอาการ
คุณหมอดูแผล พยักหน้าหงึกหงัก สั่งจ่ายยา 4 อย่าง แล้วให้กลับบ้าน นัดอีกรอบอาทิตย์หน้า
ครบอาทิตย์ผมไปใหม่ เจอคุณหมอคนใหม่ สั่งจ่ายยาใหม่ แล้วนัดหใม่อาทิตย์หน้า
ครบอาทิตย์ผมไปใหม่ คราวนี้เจอคุณหมอคนเดิม สั่งจ่ายยาเดิม
คุณหมอบอกผมว่าแผลดูดีขึ้น ผมบอกคุณหมอว่า มันมีหนองนะครับ
คุณหมอดูแผล(เดิม)ใหม่ แล้วบอกผมว่า
"หมอให้ยาเดิมนะครับ ไม่นัดแล้ว เดี๋ยวหมอจะส่งไปล้างแผลบริเวณรอบๆนะครับ มาล้างทุกวันจนกว่าแผลจะแห้งนะครับ"
ผมเดินออกมาส่งแฟ้มให้คุณพยาบาลหน้าห้อง กระมิดกระเมี้ยนถามว่าผมล้างแผลเองได้มั้ย
คุณพยาบาลคงคุ้นหน้าผมอยู่บ้าง ลุกขึ้นไปถามคุณหมอในห้อง
เดินยิ้มออกมาบอกผมว่า "ไม่ได้นะคะ คุณหมอกลัวแผลลามให้มาล้างที่โรงพยาบาลทุกวันนะคะ"
ผมหน้าม่อย เดินไปห้องฉุกเฉินเพื่อทำแผล
คุณพยาบาลคนใหม่เดินเข้ามาถามผมว่า "ทำแผลเหรอคะ"
ผมยักหน้า (โปรดสังเกตว่าผมชอบยักหน้า เพราะผมเซ็งโรงพาบาลเลยไม่อยากพูด)
คุณพยาบาลให้ผมนั่งบนเตียงยื่นเท้าเพื่อทำแผล เธอชะโงกดูแผลแล้วหันไปพูดกับคุณพยาบาลอีกคนเป็นภาษาพยาบาล ผมไม่เข้าใจ
แล้วเธอพึมพำหันไปหยิบห่อผ้าขาวๆมาวางบนโต๊ะทำแผล พอผมเหลือบไปเห็นของในห่อ ผมสะดุ้งในใจ
"ตายอ่าแล้ว" มีกรรไกรปลายโค้งด้วย ผมกัดฟันถาม
"คุณหมอให้ล้างรอบๆแผลไม่ใช่เหรอครับ"
"ต้องเลาะแผลออกนะคะ พยาบาลว่าข้างใต้มีหนองไม่เลาะออกจะไม่หายต้องล้างหลายวันนะคะ"
"ไม่เป็นไรครับ ผมมาหลายวันได้" ผมพยายามฉีกยิ้มพิมพ์ใจให้คุณพยาบาลใจอ่อน
"นิดเดียวนะคะ เดี๋ยวจะค่อยๆทำ"
คุณพยาบาลไม่รีรอ ลงกรรไกรทันทีต่อหน้าต่อตาผม
ผมแทบชักขาหนีแต่กลัวคุณพยาบาลตกใจเลยขอต่อรองให้เลาะพรุ่งนี้เพราะแผลแห้งน่าจะเลาะไม่ได้
ยึกยักกันอยู่สักครู่ คุณพยาบาลคงรำคาญเลยสั่งผมนอนลงเพื่อไม่ให้เห็นแผล
ผมนอนลงบนเตียงแล้วแอบดูเป็นระยะ พร้อมกับแหกปากเป็นระยะเช่นกัน
เป็นทฤษฎีของผมน่ะครับ ผมไม่ได้เจ็บอะไรมากมาย แต่ร้องไว้ก่อน คุณพยาบาลก็จะเบามือขึ้น
หมายเหตุ เคล็ดลับนี้เวลาใช้ต้องดูหน้าคุณพยาบาลก่อน ห้ามใช้กับพยาบาลหน้าโหด หรือหน้านิ่ง ไม่งั้นคุณจะโดนหนักกว่าเดิม
ล้างแผลวันที่สอง ผมพยายามไปตามเวลาเดิม เผื่อจะเจอพยาบาลคนเดิม อย่าเข้าใจผิดคิดว่าผมปิ๊งคุณพยาบาลนะครับ เพียงแต่ผมรู้ เธอมือเบา โชคไม่ค่อยดี เจอคุณพยาบาลคนใหม่
ผมพยายามผูกมิตรโดยฉีกยิ้มไว้ก่อน เดินไปนั่งบนเตียงอย่างรู้หน้าที่
คุณพยาบาลไม่ยิ้มด้วย ผมนึกในใจ "ซวยแล้ว" แล้วก็จริง
คุณพยาบาลหน้าไม่ยิ้ม แกะแผลผม ดึงผ้าก๊อซชิ้นเล็กที่อุดในแผลแบบสดสด ผมร้องอ๊ากในใจ
ไม่กล้าแหกปาก ด้วยสำนึกว่า มันเสี่ยงต่อการโดนหนักขึ้น
วันนี้กลับบ้านแบบกะปรกกะเปลี้ยที่ซู๊ด
วันที่สาม คุณพยาบาลคนใหม่เหมือนเดิม ผมปลง สวดมนต์นิดๆแล้วยิ้มให้
เธอยิ้มรับผมเลยลั่นล๊า "โชคดีแล้วเรา"
สมจริงตามคาดหมาย คุณพยาบาลมือเบาใจดีด้วย ผมเลยกล้าถาม
"แผลดูดีขึ้นมั้ยครับ"
คุณพยาบาลยิ้มแล้วเงยหน้าขึ้นตอบ "เอ ไม่ทราบสิคะ พยาบาลเพิ่งเห็นแผลวันนี้เอง"
แป่ว จริงของเธอ
วันนี้คุณพยาบาลใจดีใช้ผ้าก๊อซพันรอบเท้าให้ผมด้วย ดูเป็นแผลฉกรรจ์เลยผมนึกในใจ
วันที่สี่ โขยกเขยกไปล้างแผลแบบรู้หน้าที่ตามเดิม เดินไปขึ้นเตียงรอ
คุณพยาบาลคนใหม่ (ใหม่ทุกวันเลย) เปิดแผลดูถามคำถามเดิมเหมือนกับคุณพยาบาลทุกคน
"แผลโดนอะไรคะ"
"รถชนครับ" ผมตอบแบบนี้ทุกวัน
วันนี้ไม่เจ็บมากแล้ว ผมถามคุณพยาบาล เธอว่า
"แผลยังลึกอยู่นะคะ น่าจะในราว 2 อาทิตย์เนื้อถึงจะขึ้นเต็ม"
ยาหมดวันนี้ เดี๋ยวผมคงต้องออกไปล้างแผลอีกเหมือนเดิม คงจะเจอคุณพยาบาลคนใหม่เหมือนเดิม
อุบัติเหตุคราวนี้คุ้มค่า เจ็บนานคุ้มค่าจริงๆ แถมผใยังรู้อีกว่า แผลที่ไม่มีเลือด ไม่มีปากแผล
เวลากลัดหนองมันปวดจริงๆ และใช้เวลานานมากกว่าจะหายสนิทเหมือนเดิม

ถ้าผมจะโยงแผลกลัดหนองนี่เข้ากับความรักจะมีใครว่าอะไรมั้ย
บางทีบางบาดแผลจากความรักที่ดูจะเล็กน้อย ดุจดังสายลมที่บางเบา
ความรักที่ผ่านมาเพียงแผ่วกลับกรีดลึกให้เราเจ็บลึก ปวดแปลบเมื่อคิดถึง
บางคนกรีดหนองนั้นทิ้ง และหายสนิทแม้จะเหลือรอยแผลเป็น
แต่ก็สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ และอาจระลึกถึงรักครั้งนั้นบ้างเมื่อเหลือบพบแผลเป็นนั่น
แต่บางคนไม่ ปล่อยให้กลัดหนองค้างคาใจอยู่แบบนั้น
แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ยังคงปล่อยให้อดีตเป็นแผลร้าย เผาใจ .. ตัวเอง


แผลของคุณเป็นแบบไหน?


ผ่านมาเดือนกว่าแล้ว ผมกำลังจะหาย :)